หลายคนมักกังวลว่าการไปเที่ยวต่างประเทศเองนั้นดูยาก
 
สู้ไปกับทัวร์ไม่ได้
 
แต่บลูนินชอบเที่ยวเองค่ะ 
 
จริงอยู่ที่ไปกับทัวร์ เราได้ความสะดวกสบายทุกอย่าง ในงบที่ควบคุมได้
 
แต่การเที่ยวเองนั้น เราได้ประสบการณ์ค่ะ
 
ความสุนก มันส์ งง ตื่นเต้น เฮฮา ครบทุกรสชาติเลย
 
เป็นการเดินทางที่มีตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง
 
ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง
 
บลูนินว่ามันช่วยฝึกให้เรารู้จักการบริหาร จัดการชีวิตของตัวเอง
 
และฝึกการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น
 
นี่คือเสน่ห์ของการเดินทาง
 
เสมือนเราออกเรือไปในทะเลกว้าง เราอาจรู้จุดหมายปลายทางแต่ละที่
 
แต่เราไม่รู้หรอกว่า ในระหว่างทางนั้นเราจะเจออะไรบ้าง
 
เราต้องเป็นทั้ง กัปตัน ที่วางแผน กำหนดทิศทาง และควบคุม
 
เป็นต้นหน ที่คอยตรวจดูลาดเลา
 
เป็นแรงงาน ที่ต้องดูแลจัดการทุกอย่างในการเดินทางของตัวเอง
 
 
เราต้องขยันหาข้อมูลหน่อย ออกแรงมากหน่อย จ่ายแพงบ้างหน่อย
 
แต่สุดท้ายมันคือความคุ้มค่าจริงๆ!!
 
 
ฉะนั้น วันนี้บลูนินขอแชร์เกร็ดข้อมูลการเดินทางเที่ยวในเมืองซานฟรานซิสโก
 
จากประสบการณ์ของตัวเองให้เพื่อนๆที่สนใจนะคะ
 
 
 
 
Tip เที่ยวได้ไม่ง้อไกด์
 
1. หาโรงแรมที่พัก 
 
ที่พักในซานฟรานดีมากมายเลยค่า ราคาตามแต่เกรด และแหล่งที่ตั้งของโรงแรม
เว็ปไซด์ที่สามารถหาที่พัก Deal ดีๆ ได้ก็มีหลายเว็ป แต่ที่บลูนินใช้บ่อยก็มีสามเว็ปค่ะคือ
www.orbitz.com (บลูนินเน้นหาดิวรถเช่าถูกๆ และตั๋วเครื่องบินทั้งในและต่างประเทศ)
www.Priceline.com (บางครั้งก็ได้ดิวโรงแรมดีๆ)
www.booking.com/hotel (อันนี้แนะนำว่า เหมาะสำหรับหาโรงแรม เพราะมีดิวดีๆเยอะ
และหลายครั้งเจอราคาถูกว่าเว็ปอื่น)
เราสามารถหาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน รถเช่าหรือ โรงแรม
เรื่องการเช่าโรงแรม อยากให้หาข้อมูลเปรีบเทียบสองสามเว็ปไซด์นะคะ 
เพราะภาพที่โชว์ กับของจริง อาจต่างกันมาก ควรอ่านรีวิวให้ดีค่ะ
เข้าไปเช็ครีวิวได้ที่เว็ป
 
2. การเช่ารถ
 
จริงๆ ถ้าเน้นเดินในตัวเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องเช่ารถค่ะ
เพราะมีทั้ง รถบัส รถรางไปได้ทั่วถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ
แถมในซานฟรานหาที่จอดรถยาก แถมค่าจอดแพงด้วย
แต่บางแหล่งท่องเที่ยวที่ไกลๆหน่อย
ถ้ามีรถก็สะดวก แถมย่นเวลาด้วยค่ะ 
ถ้าจะเช่ารถ ต้องไปทำ International Driver License ไว้นะคะ
ใครสนใจไปทำ ก็เข้าไปดูเว็ปนี้เลยค่ะ เพราะอธิบายได้ละเอียดมาก
 
 
ตอนแรกบลูนินก็ทำใจว่าต้องใช้เวลาในการทำนาน แต่ผิดคาด! 
รวมเวลาเข้าไปตั้งแต่เริ่มทำ ไม่ถึง 15 นาที ก็ได้แล้วค่ะ เร็วมากๆๆ
 
ที่สนามบินซานฟราน อาคารเช่ารถจะอยู่คนละอาคารกับ Terminal ค่ะ
แต่สามารถนั่งรถรางไฟฟ้าไปที่ตัวอาคารได้เลยค่อนข้างสะดวก
ถึงแม้กระเป๋าจะเยอะ ก็สามารถใช้รถเข็นเข้าไปในรถได้เลย
 
 
รถรางจะวิ่งตลอดวันค่ะ มี Map บอกด้วยเมื่อจอดในแต่ละอาคาร
 
เคาเตอร์บริษัทเช่ารถต่างๆ ในอาคาร 
เมื่อเรานำใบจองรถเช่าจากเว็ปไซดให้บริษัทเช่ารถที่เราเลือก
เค้าจะขอพาสปอรต์เรา ขอข้อมูลเที่ยวบินเรา และใบขับขี่สากล
 
(ตัวอย่างราคาการเช่ารถแต่ละประเภท และบริษัท ของเว็ป Orbitz ค่ะ)
 
ข้อแนะนำ
 
  •  การเช่ารถนั้น ควรต้องจ่ายค่าประกันรถด้วยนะคะ เพื่อประกันความเสี่ยง
เราไม่รู้ว่าการขับรถไปตามที่ต่างๆนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 
เกิดอุบัติเหตุ หรือรถหาย นี่ค่าใช้จ่ายแพงเว่อรๆๆๆๆ มาก
ทางบริษัทเช่ารถจะมีเสนอรายการประกันประเภทต่างๆ ก็ขึ้นกับเราว่าอย่างคุ้มครองแค่ไหน
ราคาตั้งแต่ 8 ดอลล่าร์ ขึ้นไป จนถึง 45 ดอลล่าร์ ตามแต่ประเภคของรถที่เราเลือก
ในบางเว็ปไซด์ที่เราจองรถเช่า จะมีให้เลือกจ่ายค่าประกันรถเลย
  • ซึ่งมักถูกว่าที่บริษัทเช่ารถ ก็แล้วแต่เราจะโชคดีหาดิวไหนได้นะคะ ควรเช่า GPS ด้วยค่ะ เพราะจะสะดวกมากๆ ในการไปที่ต่างๆ
 
พอจัดการเรื่องเอกสารเสร็จ เราก็ไปที่ลิฟท์ เพื่อออกไปที่จอดรถ
แต่ละบริษัทจะอยู่ในชั้นต่างๆกัน
ปกติ เจ้าหน้าที่จะพาเราไปเลือกรถเลย ว่าอยากได้คันไหนซึ่งอยู่ในประเภทรถที่เราเลือก
แต่คงเพราะที่สนามบินซานฟรานคนเยอะตลอด
เลยเลือกไม่ค่อยได้ค่ะ เขาจะขับคันที่ว่างมาให้เราเอง
 
3. การขับรถในซานฟราน (ในอเมริกา)
 
ที่อเมริกา พวงมาลัยจะอยู่ทางซ้ายมือ ฉะนั้นจำง่ายค่ะ เกือบทุกอย่างตรงข้ามบ้านเราหมด
 
  • เลนส์ถนนฝั่งซ้ายวิ่งเร็วสุด (ขวาช้าสุด)
  •  ที่ปัดน้ำฝนอยู่ทางขวามือ และ ที่เปิดไฟเลี้ยวอยู่ทาง ซ้ายมือ
(ตอนบลูนินหัดขับใหม่ เผลอเปิดที่ปัดน้ำฝนประจำเวลาเลี้ยวแต่ละที แหะแหะ Kiss 
เพื่อนถามว่าฝนไม่ตกเธอจะเปิดที่ปัดน้ำฝนทำไม...มันแซววว)
 
  • เลี้ยวขวาผ่านตลอด (แต่บางที่ก็ต้องดูสัญญาณไฟ อันนี้คล้ายบ้านเรา)
  • ระวังเรื่อง Speed Limit (ระดับความเร็วรถ)
 
อันนี้ย้ำมากค่ะ ยิ่งในชุมชน แถบที่อยู่อาศัย เราต้องระวังเยอะๆ
คุณตำรวจแกจะขยันมาก ถ้าเค้าจำกัดที่ 30 แล้วเราไป 35 นี่บางทีก็โดนเลยนะคะ
(ทั้งที่ต่างกันไม่เยอะ) แถมถ้าโดนจับ (เค้าเรียก Pull over)
ค่าปรับจะเริ่มต้นขั้นต่ำที่ $ 5 ต่อ จำนวนความเร็วที่เกินจากที่กำหนด บวกกับค่าศาลประมาณ $62
(คือถ้าเกินมา 5 mph ก็ 25+62= $87 ประมาณ 2700 บาท ย้ำ! ว่าขั้นต่ำ!!!)
เพื่อนบลูนินเคยเจอปรับไปร้อยกว่าเหรียญนะคะ 
 
 
 
  • ระวังเรื่อง Stop Sign (หรือป้ายให้หยุด) อันนี้ก็จำเป็นต้องระวังอีกเรื่องหนึ่ง
 
เหมือน Speed limit คือ ยิ่งในชุมชน หรือเมืองใหญ่จะยิ่งเข้มงวด การจอดคือจอดให้รถนิ่งนะคะ
คือล้อต้องหยุดหมุน มองซ้ายขวา ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนรถต่อ
ต้องทำทุกครั้ง แม้จะไม่มีแม้แต่น้องหมา น้องแมวสักตัวข้ามก็ตาม
(ไม่เหมือนว่าเราที่เห็นป้ายให้หยุด คือป้ายให้ชลอความเร็ว...ฮาาา)
ทิปนิดหน่อย คือ จะเป็นมารยาทของนักขับรถที่รู้กันว่า หากสองฝั่งถนนเจอ Stop Sign ทั้งคู่
คันไหนถึง Stop Sign ก่อน คันนั้นได้ไปก่อน 
คนที่นั่นเป็นระเบียบมากเลยค่ะ ไม่ต้องแย่งกัน ว่าชั้นไปก่อน เธอไปทีไหน 
แฟร์ๆ กันไป เจ๋งดี
 
  • Car Pool Lense (เลนส์ถนนสำหรับรถที่มีคนนั่งในรถ 2 คนขึ้นไป) 
ส่วนใหญ่บนทางด่วนสายหลักจะมีการทำเลนส์ถนนพิเศษไว้ สำหรับรถที่มีเพื่อนร่วมทางสองคนขึ้นไป
ซึ่งมีเปิดเป็นบางเวลา ส่วนใหญ่เป็นเวลาเร่งด่วน
(แต่ส่วนใหญ่ต่อให้ไม่เร่งด่วนคนที่ขับรถคนเดียวก็พยายามเลี่ยงไม่เข้าไปค่ะ)
ตอนบลูนินขับจาก LA ไป Las Vegas  Car pool นี่มีประโยชน์มาก เพราะจะวิ่งได้เร็วสุด
ยิ่งช่วงเวลาเร่งด่วนยิ่งแจ๋วมากก 
(แต่ก็แล้วแต่นะคะ บางจังหวะ เจอรถคันหน้าวิ่งช้า ก็ซวยไป๋)
เคยคิดๆว่า ที่เมืองไทยน่าจะทำบ้าง แต่พอคิดอีกที ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้
(ก็แค่รณรงค์ให้ขับรถให้ถูกกฏจราจรยังไม่ทำกันเล้ยยย ที่ห้ามแซงก็แซง ที่ห้ามจอดก็จอด 
ของแบบนี้มันอยู่ที่วินัยของคนในประเทศจริงๆ เนอะ)
 
  • Safty Belt หรือการคาดเข็มขัดนิรภัย 
อันนี้บ้านเราเห่อๆ ไปสองสามปีที่ผ่านมา แต่ที่โน่นเค้าเคร่งมากๆๆ เลยค่ะ 
ชนิดที่เรียกว่า ใครเข้าไปนั่งบนรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคน แม้แต่คนที่นั่งเบาะหลัง
อันนี้เพื่อนอีกกลุ่มเจอมาจังๆ กับตัวเลย 
เค้าไปกันสามคน สองคนนั่งหน้า อีกคนนั่งเบาะหลัง เป็นรถสี่ที่นั่ง
สองคนหน้าคาดเข็มขัดอยู่แล้ว (อันนี้เพราะเห็นจากข้างนอกได้ชัดจึงระวังตัวอยู่แล้ว)
แต่คนนั่งข้างหลังไม่ได้คาด (เพราะคิดว่าไม่เป็นไร) ปรากฏโดนค่ะ!!
บนทางด่วนเลย โดน Pull over คุณตำรวจกล้ามโต หน้าเข้มเปิดไซเรนแบบในหนังเลย
เรียกผ่านโทรโข่งให้จอด แล้วก็ออกมาบอกว่าผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
การปรับเขา ไม่โหดเท่าไหร่ แค่ปรับทั้งคนขับ และคนนั่งที่ไม่คาด  สองเด้งค่ะ!!
เพราะถือว่าคนขับผิดด้วยที่ไม่เตือน...
ค่าปรับก็ชิวล์ๆๆ
(ในแคลิฟลอเนีย) เริ่มต้น $20+ค่าศาล (ขั้นต่ำอีก) $122
รวมเป็น $142 ต่อคน!!!!!!!!!! ย้ำว่า ขั้นต่ำ!!!Sealed Undecided
โหดเลือดสาดมว๊ากกก เคสนั้นปาไปเกือบสามร้อยเหรียญ
ทำเอาเพื่อนกลุ่มนั้นแพนิคตลอดชีพ เหอเหอเหอ Foot in mouth (เศร้าแทนเจรงงๆๆ)
ใครอยากรู้ว่าใครรัฐอื่นปรับเท่าไหร่ ก็ตามลิงค์ด้านล่าง

 
ประมาณคร่าวๆเท่านี้ค่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเอนทรี่การขับร