บทที่ ๑ บังเอิญพบพาน

 

                “ภายในสามอาทิตย์ โชคชะตาจะนำพาให้หนูได้พบเจอคู่แท้ ซึ่งจะได้แต่งงานกันภายในปีนี้แน่นอน!!”

                “จะมีเหตุบังเอิญให้หนูต้องจูบกับชายหนุ่มคนนั้นถึงสามครั้ง!! นั่นแหละเนื้อคู่ของหนู...จำไว้ชะตาฟ้าเป็นผู้ชักนำ ตัวเราเป็นผู้ลิขิตชีวิต”

                เสียงแหบแห้งของหมอดูชราผู้นั้น ยังดังก้องกลับไปมาในหัวของหญิงสาว เหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นต่อหน้า

ฉันไม่รู้ว่าจ่ายเงินให้เธอไปเท่าไหร่ และเดินกลับบ้านไปได้ยังไง สิ้นคำทำนาย ฉันรู้สึกตัวมันลอยๆ เบาๆ อย่างบอกไม่ถูก ฮ่าๆๆๆ นี่ฉันกำลังจะมีแฟนแล้ว อ๊ะ...ไม่ใช่ซิต้องเรียก’ว่าที่สามี’ ในเร็วๆ นี้แล้ว แถมยังรวยอีกต่างหาก ไชโย! ฉันจะได้ลบคำสบประมาทของใครบางคนเรื่องที่จะต้องขึ้นคานเสียที

เสียงอู้อี้ของหัวหน้าปลุกฉันตื่นจากภวังค์

“คุณคิดดีแล้วเหรอ ผมให้โอกาสคุณเอากลับไปคิดใหม่ งานโปรเจ็คอีกสามชิ้นยังค้างอยู่เลย อาทิตย์หน้าต้องเอาไปเสนอผู้บริหารแล้วนะ”

ฉันฟังแล้วอึ้งไปเลย เขาพูดราวกับว่าฉันทิ้งภาระให้คนอื่นๆ อย่างงั้นแหละ และไอ้โปรเจ็คสามชิ้นนั่น มันก็เป็นความดูแลของพนักงานสาวๆ สวยๆ ที่หัวหน้าคัดเลือกไว้เป็นพิเศษไม่ใช่เหรอ ไหนบอกว่าพวกหล่อนจบจากเมืองนอก ทำงานเก่งที่ทำงานมาก่อน มันค้ำคอฉันถึงขั้นต้องลงมือเข้าไปช่วยทำด้วยจนแทบไม่มีเวลาพัก ทว่าไปๆมาๆ สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าฉันต้องมานั่งทำงานงกๆๆ ในขณะที่แม่สาวๆ พวกนั้นมีเวลาไปสังสรรค์กับหนุ่มๆ เนี่ยนะ

“เอางี้แล้วกัน ผมจะให้คุณลาพักร้อนสักสองสามวันก็ได้”

เขาพูดเหมือนมันเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดยังไงยังงั้นแหละ หนอย!!! ให้ลาพักร้อนแค่สองสามวันเนี่ยนะ ทั้งๆ ที่ฉันยังแทบจะไม่ใช้วันลาเลยเนี่ยนะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าระบบสวัสดิการที่อ้างว่าดีเลิศ จะเป็นเพียงแค่คำหลอกล่อหรือโฆษณาชวนเชื่อ

“สองสามวันเนี่ยนะหัวหน้า!!!” ฉันขึ้นเสียงจนแทบจะตวาดใส่เขาอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะตกใจแกมประหลาดใจ เพราะไม่เคยเห็นฉันแสดงอารมณ์เลยสักครั้ง

“แหม...คุณก็รู้แผนกของเรามีงานเยอะจะตายไป คุณไม่อยู่แค่วันเดียว แผนกก็ปั่นป่วนแล้ว คนเข้าใหม่ก็ยังไม่เข้าที่เลย คุณควรจะแสดงความรับผิดชอบต่อแผนกให้มากกว่านี้นะ”

หัวหน้ามองมาราวกับจะตำหนิที่ฉันตัดช่องน้อยแต่พอตัว แล้วทิ้งภาระให้คนอื่นรับผิดชอบ...แทนที่จะมองว่าฉันเข้ามาช่วยสร้างคุณค่าให้กับแผนกนี้จนหัวหน้าได้รับการเลื่อนขั้นหลังจากที่ดักดานอยู่เกือบห้าปี!!!

ฉันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกช้าๆ เพื่อคลายโทสะ แต่มันก็เหลืออดจริงๆ จนอดไม่ได้ที่จะตอบกลับให้หน้าหงาย

“ฉันจะลาออก!!! แล้วไม่ต้องโทรมาถามเรื่องงานนะคะ เพราะฉันไม่ได้เป็นพนักงานที่นี่อีกแล้ว หัวหน้าก็ให้แม่พวกสาวๆ พวกนั้นจัดการกันเอาเองก็แล้วกัน ไหนคุยว่าเก่งนักเก่งหนาไงล่ะ กะอีแค่ไม่กี่โปรเจ็คทำไมจะทำไม่ได้ ฉันเห็นพวกหล่อนมีเวลาถมเถไป ถ้าไม่เอาไปใช้ในการแต่งหน้า แต่งตัว ทาเล็บ ซุบซิบนินทากันน่ะ งานมันก็เสร็จแล้วล่ะค่ะ ฉันเตรียมแฟ้มและเอกสารทุกอย่างไว้ให้แล้ว คิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถของหัวหน้าที่จะสานต่อนะคะ ฉันลาล่ะค่ะ”

ฮึ! อย่านึกว่าฉันไม่รู้ที่หัวหน้าเอาเวลาไปจู๋จี๋กับเด็กใหม่จนไม่เป็นทำงานทำการ ฉันเดินกระแทกเท้าออกจากห้องทำงานของเขาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยัดข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะใส่ในกล่องกระดาษอย่างหัวเสีย พยายามไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มีทั้งโล่งใจ เพราะพวกเธอจะได้มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานเสียที โดยไม่มีฉันเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ ส่วนบางคนทำหน้าละห้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น และชอบมาขอความช่วยเหลือจากฉัน ซึ่งฉันก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร เพราะคนเหล่านั้นจะชินแล้วทำตัวเป็นไม้เลื้อยอยู่ร่ำไปก็ตาม ความที่เป็นคนมุ่งมั่นและรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ฉันรับงานมากจนมันแทบจะล้มทับฉันได้อยู่แล้ว

ฉันจึงรู้สึกปลอดโปร่งทันทีที่เดินออกจากออฟฟิตพร้อมกับลังกระดาษใบน้อย...ไชโย เสรีภาพและความรัก รออยู่เบื้องหน้าแล้ว

ตั้งแต่นั้น ฉันเริ่มเดินตระเวนไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ...ยิ่งคนเยอะ โอกาสเจอเนื้อคู่ก็ยิ่งมาก...ทุกๆ วันได้แต่ภาวนาให้เจอกันสักที ผ่านไปวันหนึ่งก็แล้ว สามวันก็แล้ว อาทิตย์หนึ่งก็แล้ว....แต่ให้ตายเถอะ!!! นี่ฉันเดินบนถนนไปมาทั้งวันจนขาจะขวิดกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะได้จูบกับใครเลยสักคนเดียว...ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เนื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนรถประจำทางก็ยิ่งแค้นใจ

ฉันนั่งอยู่บนรถประจำทางในขณะที่เอาหนังสือเล่มเล็กๆ อ่านฆ่าเวลา รถเมลหยุดจอดรับผู้โดยสายตามป้าย ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผู้โดยสารจำนวนหนึ่งเดินเข้ามายืดเบียดเสียดแออัดจนแน่นรถ

ฉับพลันสายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นชายร่างสูงคนหนี่งเดินเข้ามา ศรีษะของเขาเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวอมครีมแปลกตายาวระต้นคอ ก็อดคิดไม่ได้ว่าคนโตเกียวช่างแล้งน้ำใจเสียเหลือเกิน ปล่อยคนแก่ยืนโหนรถเมล์ ในเมื่อไม่มีใครยอมลุกให้นั่ง ฉันจึงค่อยๆ เก็บหนังสือและสะกิดบอกชายแก่คนนั้นด้วยความเอื้ออารีในทันที รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นนางฟ้าเดินดินจริงๆ

“คุณลุงนั่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ”

ฉันลุกขึ้นยืน เปิดช่องว่างให้เขาลงไปนั่งได้สะดวก แต่ก็ต้องตะลึงจนตาค้างเมื่อคนที่ฉันคิดว่าเป็นชายชราเพราะศีรษะเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวอมครีม กลับกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อาจจะเรียกได้ว่าดีมากๆด้วยซ้ำ ทว่าดูหยิ่งยโสชะมัด เขาหันหน้ามาทางฉันและปรายตามองอย่างดูถูกแถมยังพูดดังๆ ใส่หน้าฉันอีก

“ใครเป็นคุณลุงกันเฮอะ ยัยบ้านนอก!!!”

หนอย! หมอนั่นด่าฉันว่ายัยบ้านนอก แล้วรู้ได้ยังไงล่ะว่าฉันมาจากชิบะ อ่ะ! ไม่ใช่ซิ นายมีสิทธิอะไรมาว่าฉันแบบนั้นกัน ฮึ! หนอยยยย ไอ้ๆ คนดีแต่หน้า ปากสุนัขชัดๆ  ฉันได้แต่ด่าหมอนั่นในใจ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับใคร อีกอย่างท่าทางของหมอนี่ก็เหมือนนักเลงชัดๆ ทางที่ดีฉันควรจะสงบปากสงบคำและนับหนึ่งในใจมากกว่า

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ แอบยิ้มเยาะฉัน ในฐานะที่ทำตัวเป็นพลเมืองดีในเมืองที่แสนเย็นชา มีแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และเห็นแก่ตัว เฮ้อ! โลกในโตเกียวช่างโหดร้ายเสียจริงๆ ยังไม่ทันที่ฉันจะทรุดตัวกลับไปนั่งตามเดิม ยัยป้าคนหนึ่งก็กระแทกตัวฉันไปกระแทกกับตาบ้านั่นอีก แถมยังแย่งที่นั่งของฉันหน้าตาเฉย ส่วนชายหนุ่มหัวขาวคนนั้นผลักฉันเบาๆ ก่อนจะเอะอะใส่

“ยัยบ้านนอก ยืนให้มันดีๆ หน่อยซิ ตาไม่ดีแล้วยังซุ่มซ่ามอีก”

แค่นั้นแหละ ฉันตัดสินใจเดินลงป้ายข้างหน้าในทันที โอ้ย!!! หงุดหงิดอยากชกหน้าคน อย่าให้เจอกันอีกนะ ตาบ้า!!! ฉันจะบีบคอนาย ฮุคซ้ายขวาเต็มเหนี่ยวเลย น่าเสียดายที่เกิดมาหน้าตาดีทั้งที แต่ปากร้ายชะมัด!! ใครจะรู้ว่ามีคนบ้าย้อมผมอย่างกับคนแก่แบบนั้นล่ะ ในโตเกียวช่างมีอะไรแปลกๆ เยอะจริงๆ

ในขณะที่เดินบ่นไปมากับตัวเองพลางแกว่งกระเป๋าเพื่อระบายอารมณ์เล่น โดยไม่ทันมองดูต้นไม้ที่ขวางอยู่ตรงหน้า ฉันจึงกระแทกมันเข้าอย่างจัง

“โอ้ย! เจ็บใจจากตานั่นแล้วยังมาเจอแบบนี้อีกเหรอเนี่ย” ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมากจนระเบิดความบ้า

ฉันลุกขึ้นยืนด้วยอารมณ์หงุดหงิด ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นแค้นเคืองต้นไม้เจ้ากรรม

“ไอ้ต้นไม้บ้า” ฉันพุ่งตัวกระโดดถีบเจ้าต้นไม้นั่นให้หายแค้นราวกับกำลังกระทำกับชายหนุ่มปากเสียคนนั้น

ทว่าด้วยความไม่เจียมสังขาร ต้นไม้สูงใหญ่ไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นอกจากมันจะส่ายหน่อยๆ พร้อมกับใบสีเขียวแกมเหลืองร่วงหล่นลงมาบ้าง ส่วนฉันนะเหรอ เสียหลักไปด้านหลังตามแรงสะท้อนกลับน่ะซิ

“ว้ายยยยย!”

ฉันหวีดร้องเมื่อร่างกระเด็นไปอีกทาง พลางหลับตาแน่น คราวนี้คงได้ไปนอนในโรงพยาบาลแน่ หรือบางทีจะได้เจอเนื้อคู่ในโรงพยาบาลแน่ๆ ตอนนั้นยังอุตส่าห์นึกถึงเนื้อคู่อีกแน่ะ

แปลกแหะ ทำไมพื้นมันไม่แข็งอย่างที่คิด อีกทั้งแทบจะไม่มีความรู้สึกเจ็บเลยสักนิด แถมรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นบริเวณริมฝีปาก

ฉันลืมตาขึ้นทันที และก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนร่างของชายคนหนึ่ง ริมฝีปากของฉันรับรู้รสชาติเลือดจากปากของอีกฝ่าย

ดวงตาภายใต้แว่นหนา เบิกโตขึ้นกว่าเดิม เมื่อเริ่มรับรู้สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับรีบดีดตัวเองออกอย่างรวดเร็ว

“ขะ ขอโทษนะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ...คะ คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ”

จำได้ว่าได้ยินเสียงตัวเองละล่ำละลัก ขอโทษขอโพยชายเคราะห์ร้ายเป็นการใหญ่

หวายยย...ยัยริเอะจอมเบ๊อะเอ๊ยยย...ซวยซ้ำซวยซ้อนไม่รู้จบ ยิ่งเมื่อเหล่ไปยังคู่กรณี เห็นเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดมาเช็ดมุมปากที่ชุ่มเลือด ก็ยิ่งอยากจะเป็นอยากจะมุดดินหนีไปซะเดี๋ยวนั้น เขาจะเรียกค่าเสียหายขนาดไหนกันนะ

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่ก็แอบมองเขาอย่างหวาดๆ เหมือนนักโทษรอคำพิพากษา

               

เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวเล็กเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป แต่ใบหน้าคมคาย ดูมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะท่าทางที่นิ่ง ออกจะดูถือตัวหน่อยๆ ก็ได้ล่ะมั้ง เครื่องแต่งกายบ่งบอกฐานะว่าไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนทั่วๆ ไปแน่

หญิงสาวแอบสะดุ้ง เมื่อดวงตายาวรีนั้นมองสบมา

เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่แค่สายตาเขาฉันก็รู้สึกเกร็งมากแล้ว เขาดูน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันก็ดูน่าค้นหา คงเพราะตาคู่นั้นแม้จะดูน่ายำเกรง แต่ก็แฝงแววโศกไว้อย่างไม่ขัดกัน...มัวแต่จ้องเขาเพลิน จนกระทั่งเขากระแอมเบาๆ

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของเขาเอ่ยออกมาเบาๆ

“....อะ...ค่ะ ไม่ค่ะ....”

ปากเหมือนจะอมอะไรไว้ ถึงได้ตอบได้ตะกุกตะกักเหลือเกิน

เขาไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่พยักหน้านิดๆ แล้วหันหลังเดินจากไปขึ้นรถคันหรูที่มาจอดเทียบฟุตบาท ในขณะที่ฉันยังยืนตะลึงอยู่กับที่  ขณะที่รถแล่นออกไป ผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนที่จำได้ว่าเป็นของชายคนนั้นปลิวตามแรงลม จนมันหล่นลงใกล้เท้าของฉัน มันคงหลุดออกมาขณะที่เขาเปิดประตูรถ

 กว่าจะรู้สึกตัว รถคันนั้นก็แล่นไปไกลแล้วฉันก้มลงเก็บผ้าเช็ดหน้าของเขาเอาไว้ เห็นรอยเลือดสีแดงเป็นหย่อมๆ มุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าปักชื่อ ‘เคสุเกะ’ ฉันลูบรอยนูนๆ ที่ทำด้วยไหมอย่างดี อดคิดไม่ได้ว่า สมัยนี้ยังมีคนปักชื่อของตนเองลงบนผ้าเช็ดหน้าอยู่อีกเหรอเนี่ย

 
******************
 
ตอนที่หนึ่งคลอดมาแล้วนะคร้าาา
 
รีบมาอัฟก่อน เผื่อพรุ่งนี้ไม่ได้เข้าเน็ต
 
จะมีใครรออ่านไหมน้ออ....(แอบหวังเล็กๆ อิอิ)
 
อยากสารภาพว่ายังคิดตอนจบไม่แตก แต่จะปั้นให้จบอย่างใจให้ได้ล่ะ
 
คืนนี้ขอตัวไปแปลงร่างเป็นเกนหลง ควงคู่กับพี่เอื้อในฝันก่อนนะคะ
 
ฝันดีทุกคนคร่าาา Kiss
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เขาไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่พยักหน้านิดๆ, angry smile embarrassed

#3 By tai facebook ve dien thoai (42.113.20.202|42.113.20.202) on 2014-12-05 14:57

double wink cry

#2 By bluenin007 on 2014-05-17 10:39

ฉันยังรอคอยปาฏิหาริย์ เชื่อว่าวันหนึ่งจะมาถึง ครึ่งหนึ่งของฉันที่มันขาดหายไป... ใครที่รักกันจริงคนนั้น........ คนที่เคยฝันเขาจะมาอยู่ข้างกันจริงๆ......

#1 By Live a Live on 2014-05-16 21:45