บทที่ ๒ 
 
ทุกคนต่างเกิดมาโดยพกพาความฝันไว้ในโลกใบเล็กๆ ของตน แน่นอนล่ะว่าความใฝ่ฝันของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ถ้าคุณรู้ความฝันของฉันเข้าล่ะก็ อย่าหัวเราะเยาะล่ะ ถ้าฉัน...ริเอะจะบอกว่า...ฉันอยากมีแฟน อยากแต่งงาน อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น... คือไม่ต้องถึงขนาดอุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าหญิง แล้วมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาตกหลุมรักอย่างในนิทานหรอก ขอแค่ผู้ชายธรรมดาๆ และความรักเรียบง่าย ก็พอใจแล้ว อย่างไรก็ดี ฉันจะไม่มีทางเปิดเผยความฝันนี้กับคนอื่นแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้าซากุระ 

ฉันไม่รู้ว่าทำไมครอบครัวโอโตยะถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับครอบครัวของฉันจนเหมือนญาติสนิท ทั้งๆ ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรเลย นอกจากบ้านอยู่ติดกัน

เฮ้อ...ทั้งๆ ที่พยายามไขกุญแจเข้าบ้านอย่างเงียบที่สุดแล้วแท้ๆ เสียงแหลมๆ ของป้าซากุระก็แทรกผ่านแก้วหูฉันจนสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ความจริงการเดินทางมาบ้านของพ่อแม่นั้นไม่ยากเย็นอะไรเพียงแค่นั่งรถไฟแล้วเดินต่ออีกหน่อยก็ถึง โดยรวมๆ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ฉันก็ไม่ค่อยกลับมาบ้านบ่อยนัก ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักพ่อรักแม่นะ แต่ฉันมักรู้สึกว่าคิดผิดทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน และนี่ล่ะคือสาเหตุหลัก

“หนูริเอะเพิ่งเดินทางมาถึงเหรอจ๊ะ”
ฉันได้แต่ฝืนทำตัวเป็นปกติ ก่อนจะหันไปทักทายเธอด้วยท่าทีนอบน้อม ทั้งๆ ที่ใจนั้นสุดแสนจะเซ็ง ด้วยไม่อยากจะสนทนากับเธอมากนัก พูดคุยกันทีไร มีแต่เรื่องขุ่นใจทุกที ก็จะเรื่องอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องแต่งงานมีครอบครัวที่เป็นปมขื่นในใจของฉันน่ะซิ ฉันจึงตอบรับคำสั้นๆ อย่างขอไปที

“ค่ะ” ฉันตอบไปสั้นๆ หวังจะจบการสนทนานี้โดยเร็วที่สุด

“งานที่บริษัทเป็นไงบ้างล่ะ คงจะทำงานหนักซินะ หน้าตาถึงได้ดูไม่สดชื่นเลย” ป้าซาคุระส่ายหน้าไปมา พลางมองฉันอย่างสมเพช เธอไม่รอที่จะฟังคำปฏิเสธจากฉัน เพราะฉันคงจะบอกเธอว่าไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะเจอกับป้าต่างหากล่ะ!!!

“เฮ้อ...ลูกผู้หญิงออกไปทำงานงกๆ เหมือนผู้ชาย เมื่อไหร่จะมีคนมาสู่ขอเสียทีล่ะจ๊ะ ดูอย่างลูกสาวของป้าซิ คนโตออกเรือนไปอยู่กับทนายความที่โตเกียว ส่วนคนที่สองนี่ก็เพิ่งจะตกปากรับคำแต่งงานเข้าตระกูลทัตสิโฮะ หนูรู้จักใช่ไหมจ๊ะ ร้านขนมชื่อดังที่มีสาขาไปทั่วโอซาก้าและกำลังจะขยายไปเปิดสาขาเพิ่มที่ชิบะ แหม...อีกหน่อยคงได้ไปเปิดสาขาที่โตเกียวเป็นแน่ ว่าแต่หนูริเอะก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ มัวแต่เอาเวลาไปทำงานเสียหมด กว่าจะรู้ตัว ก็คงได้ขึ้นคาน อุ๊ย! ป้าไม่ได้แช่งนะจ๊ะ แต่อยากให้หนูรู้เอาไว้น่ะ ผู้หญิงบ้างานและเก่งเกินไปผู้ชายไม่ชอบหรอก”

ฉันได้แต่เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆๆ พยายามไม่แสดงสีหน้ามากนัก แต่มันก็คงไม่พ้นจากสายตาคมเฉียบที่จ้องจะจับผิด ป้าซาคุระทำเสียงจุ๊ๆ พลางสั่นหน้าไปมา ก่อนจะแสร้งทำเป็นปลอบโยนฉัน หลังจากที่เสียบฉันด้วยคำพูดจนตัวพรุน

“แต่หนูอย่าคิดมากเลยนะ ของอย่างงี้ มันขึ้นอยู่กับดวงด้วย บทมันจะมา ก็มาเองล่ะ ป้าจะเอาการ์ดแต่งงานฝากไว้กับซาอิแล้วล่ะ ตอนนี้ลูกเขยจองโรงแรมได้แล้ว หวังว่าหนูจะมางานด้วยล่ะ ป้าเข้าไปในบ้านก่อนนะ” เธอแสร้งยิ้มอย่างเป็นมิตร ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงหม่นยกขึ้นน้อยๆ อย่างชอบใจ

มันเป็นความหงุดหงิดที่บอกไม่ถูกเลย ฉันกระแทกประตูปิดดังปั้ง! จนเสียงดังไปถึงข้างใน

“อ้าว...แม่นึกว่าใครมาทำเสียงดังหน้าบ้าน ที่แท้ก็เป็นริเอะนี่เอง” 

ฉันมองแม่แล้วอดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ ชิซึเนะ ซาอิ...คุณแม่ของฉัน ดูเยาว์วัยผิดกับลูกสาวเหลือเกิน เวลาไปตลาดพร้อมฉัน คนอื่นๆ มักคิดว่าเป็นพี่สาวมากกว่าแม่เสียอีก วันนี้แม่สวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน มีผ้ากันเปื้อนสีขาวคาดเอว แลดูเป็นสาวน้อยมากกว่าหญิงที่มีลูกซึ่งอายุใกล้จะย่างสามสิบเร็วๆ นี้แล้ว แต่จะว่ายังไงได้ล่ะ ในเมื่อคุณแม่มีฉันตอนอายุเพิ่งจะสิบเก้าเอง ส่วนคุณพ่อก็อายุราวยี่สิบสาม ความรักของทั้งสองเหมือนนิยายโรแมนติกที่ทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน

“แม่กำลังทำข้าวเย็นอยู่เลย ลูกขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วลงมากินข้าวด้วยกันนะ อีกเดี๋ยวคุณพ่อก็คงจะกลับ” คุณแม่ยิ้มละไม ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว 

ฉันค่อยๆ เดินลากเท้าขึ้นบันไดไม้ ทุกครั้งที่เหยียบย่ำ จะมีเสียงอิ๊ดอ๊าดเบาๆ ตามจังหวะ หลังจากแช่น้ำร้อนจนสบายตัว ฉันก็ออกมาแต่งตัวและนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก มองสภาพตัวเองก็อดถอนหายใจไม่ได้ บางทีแม่กับพ่ออาจจะเก็บฉันมาเลี้ยง หน้าตาและรูปร่างของฉันถึงได้แตกต่างจากแม่จนเห็นได้ชัด ความสูงของฉันเกินมาตรฐานจากคนญี่ปุ่นโดยทั่วไปนิดหน่อย แถมรูปร่างยังค่อนข้างท้วมอีกด้วย ใบหน้าขาวกลมเหมือนพระจันทร์ รูปร่างป้อมๆ เหมือนตุ๊กตาล้มลุก แถมสายตายังสั้นจนต้องใส่แว่นซะหนาเตอะ ดูแล้วเหมือนเกิดมาผ่าเหล่าผ่ากอ คุณแม่เคยบอกว่าฉันคงได้เชื้อคุณยาย ฉันถอนหายใจอย่างปลงๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีจากกระจกและค่อยๆ เดินลงมาช่วยจัดเตรียมโต๊ะอาหารกับคุณแม่ พร้อมกันนั้นก็อดบ่นเรื่องที่ป้าซาคุระพูดไม่ได้ 
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ คุณแม่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพู ตาวาววับบ่งบอกถึงอารมณ์

“ไม่ต้องคิดมากนะ ลูกของแม่เก่ง ยัยซาคุระจึงอิจฉาตั้งแต่ที่ลูกสอบเข้ามหาลัยโตเกียวได้ แถมยังได้ทำงานในบริษัทชื่อดัง แต่ลูกสาวทั้งสองคนของยัยนั่น สอบเข้ามหาลัยโนเนม แถมคนโตยังเรียนไม่จบ ก็ออกมาแต่งงานเป็นแม่บ้าน ส่วนคนที่สองยังดีหน่อย แต่ลูกแม่ต้องดีกว่าลูกสาวทั้งสองคนของยัยซาคุระแน่ๆ แม่เชื่ออย่างนั้น ฮึ่ม! คิดแล้วมันน่าเจ็บใจ แม่คงต้องจัดการอะไรบางอย่างซะแล้ว” 

“เอ่อ...ทำไมแม่กับป้าซาคุระถึงได้เขม่นกันจังเลยล่ะคะ หนูไม่เข้าใจสักนิด” ฉันมองท่าทีปั้นปึ่งของคุณแม่ด้วยความแปลกใจ โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเห็นคุณพ่อเดินเข้ามาในบ้าน คุณแม่ก็ค้อนใส่ทันที พลางบ่นดังๆ ให้ได้ยิน

“เรื่องนี้คงต้องถามคุณพ่อ เพราะเที่ยวหว่านเสน่ห์จนคนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...โอโตยะ ซาคุระ ใช่ไหมคะคุณ” คุณแม่หันไปมองค้อนคุณพ่ออีกครั้งอย่างหมั่นไส้

ชิซึเนะ ฮิโรชิ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ทว่าหล่อคมคายตามอายุ ดูผ่านๆ คล้ายชาวต่างชาติ เพราะคุณย่าแต่งงานกับคุณปู่ชาวอเมริกัน ทัศนคติบางอย่างของท่านจึงออกไปทางตะวันตก ท่านเป็นคนรักครอบครัวมากอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานหลงเหลืออยู่ในประเทศที่บ้างานเช่นนี้ คุณพ่อค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสีหน้าลำบากใจ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเอาเรื่องเก่าๆ ของท่านมาพูดให้ลูกสาวฟังเท่าใดนัก 

“เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งหลายสิบปีแล้วนะคุณ จะรื้อฟื้นขึ้นมาพูดอีกทำไมล่ะ”

“แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรานี่นา ถึงขนาดย้ายบ้านมาอยู่ข้างๆ กันแบบนี้อีก” 

“คุณก็รู้ว่าผมเลือกคุณ และตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะมีแค่คุณเท่านั้น” คราวนี้คุณพ่อยิ้มละไม แถมทำตากรุ้มกริ่มกับคุณแม่ 

แล้วหลังจากนั้นภาพสวีทหวานแหวนที่ทำให้ฉันตาร้อนผ่าวๆ ด้วยความอิจฉา ถ้าจะบอกว่าความใฝ่ฝันของฉันเริ่มจากการเห็นความรักของพ่อแม่ก็คงจะเป็นได้

เฮ้อ...ฉันจะได้เจอเนื้อคู่ที่น่ารักเหมือนอย่างพ่อกับแม่ไหมน้า เมื่อนึกถึงชายหนุ่มร่างสูงซึ่งฉันเพิ่งไปฝากรอยฟันบนริมฝีปากบางได้รูป ก็อดทอดถอนหายใจไม่ได้ อยากจะคิดว่านั่นเป็นการจูบ แต่มันไม่น่าจะใช่ มันไม่ได้หอมหวานเหมือนอย่างที่คิดเลย เมื่อนึกถึงก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที รสชาติของเลือดยังติดปากฉันอยู่เลย ฉันไม่ใช่พวกผีดูดเลือดที่จะชอบอะไรแบบนั้นซะหน่อย ตอนนี้ฉันรู้สึกสับสน อยากได้คำปรึกษา แต่ฉันจะไม่มีวันเล่าเรื่องหมอดูให้ที่คนที่บ้านฟังเด็ดขาด ขืนบอกไป คงไม่วายโดนคุณพ่อตำหนิ ในเมื่อคุณพ่อเป็นถึงวิศวกร หรือเพื่อนร่วมงานชอบเรียกว่านายช่างใหญ่ไม่มีทางรับฟังหรือยอมรับเรื่องไร้สาระแบบนี้แน่ และก็คงไม่ยอมให้ลูกสาวเพียงคนเดียวพกพาความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ด้วยเช่นกัน เฮ้ออออ....ตอนนี้ฉันก็ชักจะเห็นด้วยเสียแล้วซิ ฮือๆๆๆ นี่ฉันคงโดนแม่หมอนั่นหลอกเอาเงินไปแล้วแหงๆ เฮ้อ...ทำไมฉันถึงได้ซื่อบื่อกับเรื่องแบบนี้ด้วยนะ ทำไมการใช้ชิวิตถึงยากเย็นกว่าการเรียนหรือการทำงานนะ เมื่อนึกถึงเรื่องงาน ใช่ซิ...ฉันควรจะต้องบอกเรื่องนี้กับที่บ้านด้วย

“เอ่อ...คุณพ่อ คุณแม่คะ...คือหนูมีเรื่องอยากจะบอกค่ะ หวังว่าจะไม่โกรธหนูนะคะ” 

“เรื่องอะไรกันจ๊ะ” คุณแม่หันมายิ้มระรื้น ขณะที่มีคุณพ่อโอบรอบเอวหลวมๆ

“หนูเพิ่งจะลาออกจากบริษัทค่ะ”

ฉันมองดูท่าทีของท่านทั้งสองด้วยใจระทึก กลัวจะโดนตำหนิ แต่ผิดคาด!

“งั้นเหรอลูก ดีแล้วล่ะ พักอยู่กับพ่อแม่ซะบ้าง พ่อไม่ค่อยเห็นหน้าลูกเลยจนแทบจะลืมไปแล้วว่ามีลูกสาวที่น่ารักอยู่กับเขาเหมือนกัน” นายฮิโรชิยิ้มละไม
ฉันยิ้มกว้างจนตาหยี ความจริงก็นึกรู้เหมือนกันว่าพวกท่านจะไม่โกรธ เพราะท่านเคารพการตัดสินใจของฉันเสมอมา ไม่ค่อยเคี่ยวเข็ญฉันมากนัก แต่มักสนับสนุนและให้ข้อคิดมากกว่าที่จะใช้การตำหนิ หรือบังคับ

“ค่ะ หนูคงพักอยู่กับพ่อแม่สักระยะ แต่พรุ่งนี้จะออกไปพบมาซิมิ นัดไปเที่ยวแถวๆ นี้ หนูอาจจะดูหนังและกินข้าวเย็นด้วยกันน่ะค่ะ กว่าจะกลับถึงบ้านคงจะค่ำๆ ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ”

“ตามใจลูกเถอะ” ชายกลางคนพยักหน้ารับก่อนจะปล่อยร่างของภรรยาให้เป็นอิสระ

แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน ฉันหรี่ตาก่อนจะพลิกซ้าย พลิกขวา กลิ้งบนเตียงพอเป็นพิธีจึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว ฉันสะพายกระเป๋าคู่ใจเดินลงมาชั้นล่าง เท้ายังไม่ทันแตะบันไดขั้นสุดท้าย เสียงหวานเจื้อยแจ้วของคุณแม่ก็ลอยมาทันที

“ริเอะทานอาหารรองท้องก่อนไปนะจ้า แม่เตรียมให้แล้วล่ะ”

“ค่ะ แม่” ฉันเดินเข้าไปในห้องอาหาร คว้าแก้วได้ใบหนึ่งก็รินน้ำส้มคั้นจากกล่องแล้วดื่มอย่างกระหาย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งรับประทานขนมปังปิ้ง ไข่ดาวหนึ่งฟอง เป็นอาหารเช้าอย่างง่ายๆ ประจำของครอบครัวของฉันซึ่งอาจจะแปลกกว่าครอบครัวชาวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

“คุณพ่อไปทำงานแล้วเหรอคะ”

“จ๊ะ คุณพ่อมีงานด่วน วันนี้เลยออกเช้ากว่าปกติ ส่วนลูกน่ะ นัดมาซิมิกี่โมง จะรีบออกไปเลยเหรอ แล้ววันนี้จะกลับมานอนที่นี่ใช่ไหมจ๊ะ” คุณแม่นั่งลงพลางมองหน้าฉัน ในขณะที่มือก็คลี่หนังสือพิมพ์ออกอย่างไม่ใส่ใจมากนัก

“กลับมานอนซิคะ วันนี้หนูนัดเพื่อนไว้ตอนเที่ยง แต่จะไปเดินเล่นในเมืองก่อน อีกเดี๋ยวจะไปแล้วล่ะค่ะ แม่อยากได้อะไรหรือเปล่า หนูจะได้ซื้อเข้ามาให้” ฉันเคี้ยวขนมปังคำสุดท้ายพลางรินน้ำส้มจนเต็มแก้วตั้งรอไว้บนโต๊ะ

“ลูกจะแวะเข้าซุปเปอร์หรือเปล่าล่ะ แม่อยากจะได้ยาล้างจาน กับครีมนวดผมสักหน่อย”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูแวะให้ งั้นหนูไปก่อนนะคะ” ฉันดื่มน้ำส้มจนหมดแก้ว แล้วเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์แจ่มใส

ฉันก้าวลงจากรถประจำทางและเดินเข้าไปในแหล่งชอปปิ้งของวัยรุ่นในโตเกียว...ชิบุย่านั่นเอง ฉันก้มมองนาฬิกา อีกชั่วโมงกว่าๆ เพื่อนรักของฉันจึงจะเดินทางมาถึง ฉันเดินดูเสื้อผ้าและของกระจุกกระจิกไปพลางๆ ไม่ได้เดินเที่ยวมานานแล้ว อดนึกเปรียบเทียบบรรยากาศแบบเก่าๆ กับเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน นอกจากลักษณะนิสัย ทัศนคติ การใช้ชีวิต รวมถึงการแต่งกาย บวกกับท่าทางแปลกประหลาดจนเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง

แหม...ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อนึกถึงชายผมขาวคนนั้นไม่ได้ คนบ้าอะไร ย้อมผมเสียขาวหมดหัวแบบนั้น พิลึกพิลั่นที่สุดเลย

เอ๊ะ...นี่ฉันเห็นภาพหลอน หรือเกิดฝันร้ายตอนกลางวันขึ้นมานะ ทำไมคนที่ฉันเพิ่งนินทาอยู่ในใจ ถึงได้ยืนขี้เก๊กคุยกับสาวสวยหน้าตาดี แถมหุ่นยังดีราวกับนางแบบ 

ความอยากรู้ทำให้ขาทั้งสองข้างก้าวตามไปยืนใกล้กับหนุ่มสาวคู่นั้น ฉันขยี้ตาด้วยความไม่เชื่อ แต่ภาพของชายคนนั้นกับสาวสวยยังลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า

ไอ้ท่าทีขี้เต๊ะแบบนี้มองแล้วหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาวางท่าสบายๆ ราวกับศิลปินจอมยะโส แหม...มองดูใบหน้าเขาชิ...ไม่อยากยอมรับเลยว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อสวย แถมมันแลดูหวานยิ่งกว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เสียอีก คิ้วเรียวได้รูปย่นเล็กน้อย ขณะที่ปากเจรจากับอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่ติดออกจะรำคาญๆ ส่วนดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมีแววเย้ยหยันอยู่ลึกๆ 

“บอกแล้วว่าผมไม่ชอบคนขี้ตื้อ”

“เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่ฉันทุ่มเทให้เธอไปตั้งเยอะ แต่จะทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ” สาวสวยเริ่มขึ้นเสียงอย่างมีอารมณ์ สายตาจะเต็มไปด้วยการตัดพ้อ

“ก่อนเราคบกัน ผมบอกคุณแล้วว่าไม่ชอบการผูกมัด แค่สนุกกันชั่วครั้งชั่วคราว คุณก็ตกลง แล้วทำไมมากลับคำเอาตอนนี้ล่ะ เลิกก็คือเลิก! มันไม่มีทางแปลความเป็นอย่างอื่นได้หรอกนะ” 

ฉันมองฉากตรงหน้าเหมือนละครน้ำเน่า ชายคนนั้นมองเธออย่างสมเพชด้วยสายตาที่เหมือนเย้ยหยันอะไรบางอย่าง จนฉันอดรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ไม่น่ามารักคนที่นิสัยเสียๆ แบบหมอนี่เลย

“ไม่จริง! ฉันไม่ยอมรับว่าเรื่องของเรามันจบลงแล้ว ฉันรักเธอนะไทระ รักมากด้วย บอกฉันซิค่ะ ไทระ...ว่าเธอก็รักฉัน” 

ฉันค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน อึ๋ย! เผลอไปสบตากับเขาเข้าให้จนได้ แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวอย่างอับอาย ไม่ต้องรอให้เขาด่ากลับมาแล้วล่ะ ฉันรีบก้มหน้า เตรียมเผ่นอย่างรวดเร็ว ทว่าอยู่ๆ ก็มีมือเอื้อมมาฉุดแขนฉันเอาไว้ แถมดึงตัวฉันจนกระแทกกับอกกว้าง
ฉันอ้าปากค้าง พลางเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ นี่จะเรียกมาด่าใช่ไหมล่ะ ซวยจริงๆ เลย อย่างที่เขาว่าเอาไว้ ไม่ควรเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น แล้วนี่เขาจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นในรถโดยสารได้ไหมนะ ยังไม่ทันได้ปริปากอะไร 
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงมาอย่างเยือกเย็น ฉันรีบหลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคู่นั้น ทว่าคำพูดของเขาทำให้ดวงตาของฉันเบิกกว้างจนเท่าไข่ห่าน

“ผมมีคนใหม่แล้ว”

“ผู้หญิงแบบนี้น่ะเหรอ คือคนใหม่ของเธอ ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าเธอจะตาต่ำแบบนี้!” เธอเขม่นมองมา พลางแค่นหัวเราะเยาะเมื่อ กวาดตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสมเพช ยิ่งเห็นสภาพการแต่งตัว รวมทั้งรูปร่าง หน้าตาของฉัน โดยเฉพาะสายตาคู่สวยนั้นบ่งถึงการดูแคลนอย่างชัดเจน

หัวใจของฉันรู้สึกเจ็บจิ๊ดทั้งโกรธทั้งอาย ฉันพยายามสะบัดตัวจากเงื้อมือของเขา ทว่ากลับกลายเป็นถูกโอบรัดแน่นยิ่งขึ้น

“ใครบอกว่าผมตาต่ำล่ะ ต้องบอกว่าโชคดีต่างหากที่ได้คบกับเธอ สำหรับผมแล้ว...เธอดูดีเสมอ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ ข้างหู ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้หัวใจของฉันกวัดแกว่งอย่างไม่เป็นจังหวะ 

“ไม่จริง!! เธอแสร้งทำเพื่อให้ฉันไปใช่ไหม ฉันไม่เชื่อหรอก เฮอะ! รูปร่างหน้าตาแบบนี้ เธอไม่เคยชายตามองเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องมาเล่นละครเลยนะ ฉันไม่เชื่อ!!!”

เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จนลมปะทะหน้าฉันโดยบังเอิญ 
ผู้หญิงคนนี้พูดถูกแล้วล่ะ ฉันรู้จักตัวเองดี พอๆกับรู้ดีว่าตัวเองต่ำกว่ามาตรฐาน สำหรับพวกหน้าตาดีขั้นเทพ แบบชายหญิงตรงหน้าแค่ไหน แต่เพราะคำพูดของเธอมันแฝงไปด้วยคำดูถูกจนต่อมในสมองฉันมันจี๊ดดดด นึกอยากสวนวาจาเผ็ดร้อนคืนเป็นร้อยเท่า พันเท่า ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำตัวอย่างไร ฉันก็เบิกตากว้างจนตาแทบถลนเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

“คุณมันหลงตัวเองเกินไป คิดว่ารูปร่างหน้าตาแบบคุณจะดึงดูดใจผมได้เหรอ คิดผิดแล้วล่ะ อย่างคุณมันจืดชืด น่าเบื่อจะตาย สู้เธอคนนี้ก็ไม่ได้”
เขาโน้มตัวลงมา ก้มมองดูฉันด้วยสายตาที่เร่าร้อน ก่อนจะแนบริมฝีปากอุ่นๆ ของเขากับของฉัน 

ราวกับเวลาหยุดชะงักชั่วขณะ ตัวของฉันแข็งทื่อไปด้วยความตกใจ รอยสัมผัสนุ่มยังติดอยู่จางๆ หลังจากที่เขาผละออกอย่างช้าๆ ทว่ายังประคองกอดฉันอย่างหลวมๆ ขณะที่ ‘แฟน’ ถ้าจะให้ถูก ต้องพูดว่า’อดีตแฟน’ กำลังยืนตัวสั่น ด้วยความโกรธหรืออะไรก็แล้วแต่ 

เธอตบหน้าเขาแรงๆ จนใบหน้าขาวเป็นรอยแดงๆ ส่วนฉัน เธอเพียงแค่มองอย่างเข็ดเขี้ยวและจากไปราวกับพายุ

ในที่สุดฉันก็ถูกปล่อยตัว เขาผละจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันได้สติซอยขาถี่ๆ ตามร่างสูงไปในทันที

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เอ๊ะ! ฉันบอกให้หยุดไงล่ะ” ฉันมองชายที่เดินก้าวไปเร็วๆ อย่างหงุดหงิดยิ่งขึ้น เมื่อหมอนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาสนใจฉันเลย จนกระทั่งฉันกระชากแขนหมอนั่นแรงๆ จนเขาเซเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็หันมามองฉันเสียที แต่ให้ตายเหอะ! แววตาของเขามองฉันราวกับกิ้งกือไส้เดือนยังไงยังงั้น

“เธอมีธุระอะไร! อ๋อ...หรือว่าติดใจเรื่องเมื่อกี้” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างหงุดหงิด พลางยืนกอดอกก้มลงมองดูฉันอย่างสมเพช ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง เขาก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนๆ

“ลืมๆ มันซะเหอะ ฉันก็จะลืมเหมือนกัน เสียดายปากจริงๆ เหมือนจูบกับกบ” 
หนอย...ไอ้หมอนั่นว่าฉันเป็นกบ ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุดเลย ฉันอึดอัดจนอยากเข้าไปเพิ่มรอยแดงๆ ไว้บนหน้าของหมอนั่นเสียเหลือเกิน

“อย่านึกว่านายรู้สึกแย่อยู่คนเดียวซิ เฮอะ! ฉันก็รู้สึกเหมือนกันนั่นแหละ เหมือนถูกหมาเลียปาก”

ทันทีที่คำพูดหลุดปากออกไป ฉันรู้สึกผิดจริงๆ สายตาของหมอนั่นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อยังไงยังงั้นเลย ประกายตาสีน้ำตาลเข้มลุกวาวราวกับเปลวเพลิง ท่าทีไม่เหมือนเมื่อกี้เลยสักนิด ทีท่าขี้เก๊ก เจ้าสำอางแบบนี้ มันก็ไม่แน่ว่าบางทีหมอนี่จะเป็นยากูซ่าก็ได้ ให้ตายเถอะ!!! ฉันดันหาเรื่องใส่ตัวเองเสียแล้ว เอาน่า...เผ่นตอนนี้น่าจะยังทัน 

ฉันรีบชักเท้าหนี เตรียมวิ่งหนีเต็มที่ ทำนองออกตัวก่อนมีสิทธิก่อน 

ช้าไปเสียแล้ว!!! เขากระชากตัวฉันเข้าไปกระแทกกับแผ่นอกกว้าง ก่อนจะระบายอารมณ์บนริมฝีปากของฉันอย่างรุนแรง คุกคามและแสดงความเหนือกว่า ฉันพยายามดิ้นหนีจากเงื้อมือของซาตานในคราบเทพบุตร แต่มันไม่มีทางเลย เพราะตอนนี้หัวสมองเริ่มเบาหวิว เขาดูดเอาเรี่ยวแรงของฉันไปจนหมด ก่อนจะปล่อยให้ฉันนั่งทรุดลงกับพื้นด้วยแววตาเย้ยหยันที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเจ็บใจ

“ยัยเบ๊อะ...ไม่ต้องมาขอบใจฉันหรอกนะ คนอย่างเธอคงไม่มีโอกาศที่จะถูกผู้ชายจูบแบบนี้!!!”

“นะ..นาย...นาย” ฉันตัวสั่นเทิ้ม ด้วยความทั้งโกรธ ทั้งอาย แต่ยังไม่ทันจะได้ออกปากด่าให้สาสมใจ ร่างสูงโปร่งของตัวต้นเหตุก็เดินลับไปแล้ว
หนอย...ตาบ้า!!! นายมันก็ดีแต่หน้านั่นแหละ ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุดเลย ฮือๆๆ ฉันจะจองล้างจองผลาญนายทุกๆ ที่ที่เจอเลย ฮึ่ม! สักวันนายจะต้องเสียใจที่ทำตัวเลวๆ แบบนี้กับฉัน ขอให้นายถูกพวกสาวๆ ที่นายทิ้ง รุมฉีกอกจนตายไปเลย โอ้ย! เจ็บใจนัก!!!
 
๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ʤϤuƷɤδˡ줫κĤMߤUϤϡ
<a href="http://www.sympathyforthecause.com/SProducts/87tcdx3dikb.asp" ></a>

#4 By http://www.sympathyforthecause.com/SProducts/87tcdx3dikb.asp (76.164.234.170|76.164.234.170) on 2015-06-23 09:10

@boynipan โห..คุณนิพันธ์บอกสนุกนี่ แอบมีกำลังใจเลยนะเนี่ย big smile 
@atpt1978  ขอบคุณที่ติดตามนะค้า จะพยายามปั้นให้จบ และมีอะไรซ่อนอยู่ค่ะ big smile big smile

#3 By bluenin007 on 2014-05-25 09:39

like and love your miracle...... Hot! sad smile

#2 By Live a Live on 2014-05-24 13:36

Hot! Hot! Hot!

สนุกดีนะครับ^^confused smile confused smile confused smile